ควรเริ่มอาหารให้สมวัย
ควรเริ่มให้อาหารเมื่อทารกมีวัยเหมาะสม คือ เมื่อนมแม่อย่างเดียวไม่พอเพียง
ต่อการเจริญเติบโตของทารก และทารกมีความพร้อมที่จะรับอาหารอื่นนอกจากนมได้ คือ
เมื่อระบบทางเดินอาหาร ไต ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้พัฒนาจนสามารถทําหน้าที่
พร้อมแล้ว
ความพร้อมของระบบทางเดินอาหาร
ทารกแรกเกิดจะมี extrusion reflex โดยทารกจะห่อปากเอาลิ้นดุนอาหารออกมา
เมื่อได้รับอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว เมื่อทารกอายุ 4-6 เดือน extrusion reflex ของลิ้นจะหาย
ไป ทารกจะสามารถใช้ลิ้นตวัดอาหารลงสู่ลําคอ และกลืนอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้
น้ำย่อยที่สําคัญในการย่อยแป้ง คือ amylase (อะมิเลส) จากตับอ่อน มีระดับต่ำ
ในทารกแรกเกิดจนกระทั่งอายุประมาณ 6 เดือน นอกจากนี้ น้ำย่อย lipase (ไลเปส) จาก
ตับอ่อน เกลือน้ำดี (bile salt) และน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของทารกยังมีปริมาณน้อยมาก
เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ เมื่อทารกอายุประมาณ 4-5 เดือน กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดและน้ำ
ย่อย pepsin (เปปซิน) มากขึ้น ตับอ่อนจะหลั่งน้ำย่อย amylase และ lipase เพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากความพร้อมทางด้านการกลืนการย่อยและดูดซึมสารอาหารแล้วการให้อาหาร
อื่นนอกจากนมแม่แก่ทารกอายุน้อยยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้เพราะโปรตีนและสารโมเลกุล
ใหญ่สามารถดูดซึมผ่านผนังลําไส้เล็กของทารกซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้
ความพร้อมของไต
ควรเริ่มอาหารตามวัยสําหรับทารกเมื่อไตสามารถขับถ่ายของเสียและทําให้ปัสสาวะเข้มข้นได้มากพอ
เพื่อให้สามารถขับถ่าย renalsolute load ได้แก่ ยูเรียและโซเดียมได้ดีทารกแรกเกิดมีอัตราการกรองของไต (glomerular filtration rate,GFR) ประมาณร้อยละ 15 ของผู้ใหญ่ และเพิ่มขึ้นเป็นลําดับคือ
ร้อยละ 60 เมื่ออายุ 6 เดือน และเท่ากับผู้ใหญ่เมื่ออายุ 2 ปี ความสามารถในการทําให้ปัสสาวะเข้มข้นของทารกแรกเกิดมีเพียงร้อยละ 50-60 ของ ผู้ใหญ่ เมื่ออายุ 2-3 เดือน สามารถทําให้ปัสสาวะเข้มข้นได้ 1,000 มิลลิออสโมล/ลิตร และเมื่ออายุประมาณ1ปี จะได้ 1,100 มิลลิออสโมล/ลิตร เมื่ออายุ
2 ปี สามารถทําปัสสาวะ ให้เข้มข้นได้สูงสุดถึง 1,400 มิลลิออสโมล/ลิตร เท่าในผู้ใหญ่ไตของทารกแรกเกิดยังไม่สามารถขับถ่ายยูเรียและฟอสฟอรัสทางปัสสาวะได้ดีดังนั้นถ้าทารกได้รับอาหารที่มีโปรตีนสูงมากเกินไป จะทําให้เกิดภาวะยูเรียในเลือดสูง (uremia) และเลือดเป็นกรดได้ 10
ความพร้อมของระบบประสาทและกล้ามเนื้อทารกอายุ 4-6 เดือน มีความพร้อมในการกินอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวทารกสามารถควบคุมการทรงตัวของศีรษะและลําตัวได้ดีเริ่มใช้มือคว้าของเข้าปากได้ extrusion reflex ของลิ้นลดลง ทารกแสดงกิริยายอมรับอาหารเมื่อหิวหรือปฏิเสธอาหารเมื่ออิ่มได้
จึงช่วยป้องกันการให้อาหารมากเกินไปซึ่งจะทําให้เกิดโรคอ้วน
เมื่อพิจารณาความพร้อมของระบบต่างๆ แล้ว จึงแนะนําให้เริ่มอาหารตามวัย
สําหรับทารก เมื่อทารกอายุประมาณ 6 เดือน เพื่อฝึกให้ทารกรู้จักอาหารอื่นนอกจากนม และ
ฝึกทักษะในการกลืนอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ทารกกินอาหารทดแทนนมได้ 1 มื้อเมื่ออายุครบ 6
เดือน
แต่ในกรณีที่การเจริญเติบโตของทารกมีแนวโน้มลดลง (น้ำหนักตัวเพิ่มน้อยหรือไม่เพิ่ม)
หรือไม่สามารถให้นมแม่ได้อย่างเต็มที่ อาจให้อาหารตามวัยสําหรับทารกก่อนอายุ 6 เดือนได้
แต่ไม่ก่อนอายุ 4 เดือน และให้นมแม่ต่อเนื่องถึงอายุ 2 ปี
ขอบคุณข้อมูลจาก
คูมืออาหารตามวัยสําหรับทารกและเด็กเล็ก
โครงการส.ส.ส.
22.5.57
11.4.57
review เมนูสำหรับหนูน้อยวัย 1 ปี ขึ้นไป Avocado Oatmeal
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1. เครื่องปั่นนึ่งอาหาร 5 in 1 Nutribaby จาก Babymoov
2. ผลAvocado organic 1 ลูก
ประโยชน์ ของผลอโวคาโด
วิตามินสูง ประกอบด้วย วิตามิน เอ(เบต้าแคโรทีน) ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบีช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน และโดยเฉพาะวิตามินอี ซึ่งเป็นสาร antioxidant ที่มีคุณค่าในการปกป้องเซลล์ร่างกายจากมลพิษทางอากาศ น้ำ และอาหาร ป้องกันร่างกายจากโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ และโรคหัวใจ
อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโซเดียม โพแทสเซียม โฟเลต ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะโฟเลตนั้น เป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตเป็สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อของทารก คนไทยสมัยก่อนใช้กล้วยเป็นอาหารเลี้ยงทารก อะโวคาโดก็เช่นกันสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงทารกได้โดยอาจใช้เนื้ออะโวคาโดสุกป้อนเด็กทารกโดยตรงหรือผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกอัตราส่วน 1:1
โปรตีนสูงกว่าผลไม้สดอื่น ๆ ประมาณ 0.8 – 1.7 % โดยให้ค่า พลังงานความร้อนต่อร่างกายสูงแต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีเยื่อใยสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย
3. ธัญพืชอบกรอบปลอดสารพิษจมูกข้าวสาลีตราBAMBIGARDEN ORGANIC FARM
ประกอบไปด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น เยื่อหุ้มเมล็ด (Bran) เนื้อเมล็ด
(Endosperm) และจมูกข้าว (Germ)อุดม ไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามธรรมชาติ อาทิ
ไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ ไฟโตนิวเตรียนท์ เเละสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ PLUS จมูกข้าวสาลี
(Organic Wheat Germ)
Whole grain คืออะไร
whole Grain คือธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อย มีเส้นใยอาหารสูง เช่น ข้าวกล้อง ,ถั่วเมล็ดแห้ง ,งา ,ข้าวสาลี ,ข้าวโอ๊ต ,ข้าวบาเล่ย์ ทำให้ยังคงคุณค่าอาหารสูง Whole Grain อุดมด้วย...
วิตามินอีสูง มีคุณสมบัติชั้นยอดของสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti Oxident) ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ ช่วยให้แลดูอ่อนกว่าวัย ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและเส้นเลือดอุดตัน
วิตามินบีรวม เสริมสร้างระบบประสาทและเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรงสมบูรณ์ และยังทำหน้าที่คุ้มกันเซลล์ในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย
แร่ธาตุต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญของ "ฮีโมโกลบิน" ในเม็ดเลือดแดงที่ช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่ายกาย แคลเซียม เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เป็นต้น
ใยอาหารสูง เสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่ายและช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง รวมไปถึงการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย
4. น้ำซุปกระดูกไก่ หรือ กระดูกปลา
1. นำผลอโวคาโดที่หั่นเป็นชิ้นๆ นำมานึ่งให้ได้ที่ประมาณ 5-8 นาที
2. นำมาปั่นกับ ธัญพืชอบกรอบปลอดสารพิษจมูกข้าวสาลีตราBAMBIGARDEN ORGANIC FARM 1 ช้อนโต๊ะ
3. ผสมนำ้ซุปไก่ หรือ น้ำซุปปลาที่เตรียมไว้ 1-2 ช้อนโต๊ะ
4. ปั่นให้ได้ที่ เข้ากัน
5. Voila เเค่นี้ก็ได้ Avocado Oatmeal สำหรับหนูน้อย
| yummuy ! yummy! |
| เก็บไว้ทานหลายๆมื้อก็ได้นะจ้ะ เอาใส่ช่องเเข็งเลย |
18.3.57
review เมนูอาหารสำหรับหนูน้อยวัย 8 เดือนขึ้นไป
วันนี้นำเมนูอาหารจากคุณเเม่เมย์ คุณเเม่ลูก 2
เรามาดู review เครื่องปั่นนึ่งอาหาร 5 in 1 Nutribaby จาก Babymoov
กันค่ะ ^^
" ชอบเครื่องNutribaby มากๆ ซื้อมาเเล้วรู้สึกว่าคุ้มค่ามากๆค่ะเลยอยากเเชร์เมนูอาหารที่ได้ทำให้คุณเเม่ท่านอื่นด้วยค่ะ"
วันนี้Mommachef ขอนำwordingที่คุณเเม่เมย์เเชร์มาให้ทางทีมงาน(ขออนุญาตเรียบร้อยค่ะ) เเนะนำให้คุณพ่อคุณเเม่อ่านกันนะค่ะ เเนะนำเมนูที่หลากหลายเเต่สามารถเตรียมได้ในครั้งเดียวเพื่อให้เจ้าตัวน้อย ไม่เบื่อ เเละ ได้สารอาหารที่ครบถ้วนกันค่ะ ซึ่งเราจะทำเก็บไว้สำหรับ 5 วัน กันค่ะ ที่เมย์ทำเตรียมไว้จะเป็นผักอย่างเดียว ส่วนเนื้อสัตว์อย่างเนื้อปลา หรือ ข้าว จะทำสดๆ มื้อต่อมื้อค่ะ เพื่อความสดใหม่ในเเต่ละครั้งค่ะ
Menu : เต้าหู้เเกงจืดผักกาด, 4 สหายผักรวม, ผักโขมรวมมิตร
ขั้นตอนการเตรียม
1. เครื่องปั่นนึ่งอาหาร 5 in 1 Nutribaby จาก Babymoov
2. เต้าหูหั่นลูกเต๋า
3. ข้าวโพดอ่อนหั่นชิ้นเล็ก
4. ผักกาดขาวหั่นซอย
5. ผักโขมเบบี้
6. มะเขือเทศหั่นชิ้นเล็กลูกเต๋า
7. มันฝรั่งหั่นชิ้นเล็กลูกเต๋า
8. หอมใหญ่หั่นชิ้นเล็กลูกเต๋า
** เเนะนำว่าผักที่ใช้ต้องปลอดสาร เเละ ออร์เเกนิคเท่านั้นนะค่ะ ส่วนตัวเมย์จะซื้อที่ lemonfarm ประจำค่ะ ^^
" ชอบเครื่องNutribaby มากๆ ซื้อมาเเล้วรู้สึกว่าคุ้มค่ามากๆค่ะเลยอยากเเชร์เมนูอาหารที่ได้ทำให้คุณเเม่ท่านอื่นด้วยค่ะ"
วันนี้Mommachef ขอนำwordingที่คุณเเม่เมย์เเชร์มาให้ทางทีมงาน(ขออนุญาตเรียบร้อยค่ะ) เเนะนำให้คุณพ่อคุณเเม่อ่านกันนะค่ะ เเนะนำเมนูที่หลากหลายเเต่สามารถเตรียมได้ในครั้งเดียวเพื่อให้เจ้าตัวน้อย ไม่เบื่อ เเละ ได้สารอาหารที่ครบถ้วนกันค่ะ ซึ่งเราจะทำเก็บไว้สำหรับ 5 วัน กันค่ะ ที่เมย์ทำเตรียมไว้จะเป็นผักอย่างเดียว ส่วนเนื้อสัตว์อย่างเนื้อปลา หรือ ข้าว จะทำสดๆ มื้อต่อมื้อค่ะ เพื่อความสดใหม่ในเเต่ละครั้งค่ะ
Menu : เต้าหู้เเกงจืดผักกาด, 4 สหายผักรวม, ผักโขมรวมมิตร
ขั้นตอนการเตรียม
1. เครื่องปั่นนึ่งอาหาร 5 in 1 Nutribaby จาก Babymoov
2. เต้าหูหั่นลูกเต๋า
3. ข้าวโพดอ่อนหั่นชิ้นเล็ก
4. ผักกาดขาวหั่นซอย
5. ผักโขมเบบี้
6. มะเขือเทศหั่นชิ้นเล็กลูกเต๋า
7. มันฝรั่งหั่นชิ้นเล็กลูกเต๋า
8. หอมใหญ่หั่นชิ้นเล็กลูกเต๋า
** เเนะนำว่าผักที่ใช้ต้องปลอดสาร เเละ ออร์เเกนิคเท่านั้นนะค่ะ ส่วนตัวเมย์จะซื้อที่ lemonfarm ประจำค่ะ ^^
![]() |
| เครื่องนึ่งปั่นอาหารใน 1 เดียว nutribaby |
![]() |
| เตรียมผักใส่ถาดนึ่ง |
ขั้นตอนการทำ
1. นำผักที่เตรียมไว้ใส่ในถาดเครื่องนึ่งให้เรียบร้อย
นึ่งทีละชั้นเพราะผักเยอะค่ะรอบนี้
2. เลือกโหมดนึ่งอาหารโดยปรับเวลาตามต้องการ โดยครั้งนี้เราจะเลือกที่
10-15 นาทีค่ะ จะเเบ่งนึ่งทีละรอบก็ได้ค่ะ
เนื่องจากผักมีปริมาณเยอะเพราะเราจะทำหลายเมนูกันค่ะ
3. เมื่อนึ่งได้ที่เเล้วเราก็เอาออกมา
อย่าลืมว่าเราจะได้น้ำสต๊อกจากผักที่เรานึ่งด้วย ก็เอามาใช้ปั่นได้ต่อนะค่ะ
เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น
![]() |
| นึ่งเรียบร้อย |
| น้ำซุปจากผักห้ามทิ้งนะค่ะ เปี่ยมไปด้วยคุณค่าอาหาร |
4. เตรียมตัวปั่นกันได้เลย โดยเราจะเเยกเป็นเมนู ต่อการปั่น 1 ครั้งนะค่ะ
เมนู 1 : เป็นเมนูที่ทำอยู่ประจำเลยค่ะ เพราะลูกชอบทานมาก 4 สหายผักรวม
ประกอบไปด้วย มันฝรั่ง,เเครอท,มะเขือเทศ,หอมใหญ่
เทใส่โถปั่นเเล้วเลือกโหมดปั่นได้เลยค่ะ
| ปั่นๆ ใส่โถปั่นกดโหมดปั่นได้เลย |
| ปั่นจนได้ที่ก็โอเคเเล้ว |
| ปั่นเสร็จใส่ถาดกันเลย |
เมนู 2 : ผักโขมรวมมิตร ประกอบไปด้วย ผักโขม มะเขือเทศ หอมใหญ่
นำมาปั่นรวมกันค่ะ ปั่นจนได้ที่เเบบเมนูที่ 1
เมื่อปั่นเสร็จก็เเบ่งใส่ถาดเเช่เเข็งไว้ค่ะ
เมนู 3 : เต้าหู้เเกงจืดผักกาด ประกอบไปด้วย เต้าหู้ ผักกาดขาว ข้าวโพดอ่อน น้ำซุปสต๊อกที่ได้จากผัก นำมาปั่นรวมกันค่ะ ปั่นจนได้ที่เเบบเมนูที่ 1 เมื่อปั่นเสร็จก็เเบ่งใส่ถาดเเช่เเข็งไว้ค่ะ
** เมนู 2 เเละ 3 ไม่มีรูปภาพประกอบต้องขออภัยด้วยค่า เเม่เมย์เเชะภาพไม่ทันเอาไปเก็บซะก่อน ขอโทษทีมงานด้วยนะค่า
มื้อนี้เมย์ทำให้ลูกทานเป็นโจ๊กกะไข่เเดงก่อน ก็จะอุ่นข้าวพร้อมกับไข่ต้มเลยค่ะ ^^
สำหรับโจ๊กเมย์ใช้ Bambigarden organic farm gaba rice porridge สำหรับ 8 เดือนขึ้นไปค่ะ ซื้อมาจากงาน BBB พร้อมกับเครื่อง Nutribaby
ใส่ข้าว 2 ช้อน + น้ำสต๊อกปลาที่่เมย์ทำเตรียมเก็บไว้อยู่เเล้ว ค่ะ ไข่ต้มวางไว้ข้างๆ ได้เลย เลือกโหมดนึ่งอาหาร 8 นาทีค่ะ เสร็จเเล้วก็ออกมาตามภาพนี้เลย
เมนู 3 : เต้าหู้เเกงจืดผักกาด ประกอบไปด้วย เต้าหู้ ผักกาดขาว ข้าวโพดอ่อน น้ำซุปสต๊อกที่ได้จากผัก นำมาปั่นรวมกันค่ะ ปั่นจนได้ที่เเบบเมนูที่ 1 เมื่อปั่นเสร็จก็เเบ่งใส่ถาดเเช่เเข็งไว้ค่ะ
** เมนู 2 เเละ 3 ไม่มีรูปภาพประกอบต้องขออภัยด้วยค่า เเม่เมย์เเชะภาพไม่ทันเอาไปเก็บซะก่อน ขอโทษทีมงานด้วยนะค่า
มื้อนี้เมย์ทำให้ลูกทานเป็นโจ๊กกะไข่เเดงก่อน ก็จะอุ่นข้าวพร้อมกับไข่ต้มเลยค่ะ ^^
สำหรับโจ๊กเมย์ใช้ Bambigarden organic farm gaba rice porridge สำหรับ 8 เดือนขึ้นไปค่ะ ซื้อมาจากงาน BBB พร้อมกับเครื่อง Nutribaby
ใส่ข้าว 2 ช้อน + น้ำสต๊อกปลาที่่เมย์ทำเตรียมเก็บไว้อยู่เเล้ว ค่ะ ไข่ต้มวางไว้ข้างๆ ได้เลย เลือกโหมดนึ่งอาหาร 8 นาทีค่ะ เสร็จเเล้วก็ออกมาตามภาพนี้เลย
| ทำง่ายๆเเค่ใส่ข้าว 2 ช้อนเเละน้ำซุปค่ะ |
เเนะนำTipการอุ่นในเเต่ละมื้อค่ะ
โดยปกติเมย์ก็จะสลับให้น้องเค้าได้โปรตีนจากเนื้อปลาด้วยค่ะ ก็จะอุ่นอาหารพร้อมกับนึ่งปลาไปด้วยทีเดียว โดยใช้โหมดละลายน้ำเเข็งโดยเมย์ตั้งที่ 12 นาทีค่ะ สะดวกรวดเร็วดีค่ะ
โดยปกติเมย์ก็จะสลับให้น้องเค้าได้โปรตีนจากเนื้อปลาด้วยค่ะ ก็จะอุ่นอาหารพร้อมกับนึ่งปลาไปด้วยทีเดียว โดยใช้โหมดละลายน้ำเเข็งโดยเมย์ตั้งที่ 12 นาทีค่ะ สะดวกรวดเร็วดีค่ะ
| เอามาละลายพร้อมกันเลยจ้ะ |
| โหมดละลายน้ำเเข็งค่ะ |
| voila เสร็จเรียบร้อยจ้า |
Mommachef :
ขอขอบคุณคุณเเม่เมย์ที่เเบ่งปันเมนูอาหารสำหรับลูกน้อยโดยใช้เครื่อง
Nutribaby 5 in 1 นะค่ะ
คุณเเม่ท่านใดมีเมนูอาหารเเนะนำส่งมาหาทีมงานได้เลยนะจ้ะ
ทีมงานมีของรางวัลพิเศษมอบให้เเน่นอนค่ะ ^^
13.1.57
เมนูอาหารสำหรับเด็ก 6 เดือน
วันนี้mommachef ขอเเนะนำเมนูอาหารสำหรับเด็ก 6 เดือนขึ้นไปค่ะ
เมนูนี้มีชื่อว่า "pota carro puree" (ตั้งเองค่ะเพราะใส่ carrot กะ potato ^^)
เรามาดูประโยชน์โดยรวมของส่วนผสมหลักของเมนูนี้กันดีกว่าค่ะ
1. มันฝรั่ง
ส่วนประกอบหลักของมันฝรั่งเป็น แป้งกับโปรตีน ซึ่งมีสารอาหารมากมาย ทั้งโปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไอโอดีน แมกนีเซียม กรดโฟลิก และวิตามินซี บี1 และบี2
2.เเครอท
มีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในปอดได้ ซึ่งคนที่กินผักที่มีเบต้าแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอดมากเป็นเจ็ดเท่าของคนที่กินมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วก็ยังช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี
และยังมีแคลเซียมเพคเตทที่ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนั้นในแครอทยังมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงและลดการเสื่อมของตา มีสารต่างๆ ที่เป็นทั้งเกลือแร่และวิตามินอีกมากมาย เช่นธาตุแคลเซียม มีฟอสฟอรัส เหล็ก มีวิตามินเอ บี1 บี2 และวิตามินซี อีกทั้งยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังและเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย
3. หอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ มีฤทธิ์มากในการขับสารพิษทั้งที่เป็นโลหะหนักและพยาธิ เควอเซทินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากหอมหัวใหญ่ (Allium cepa) เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกระเทียม อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน
หอมหัวใหญ่มีผลคล้ายกระเทียมในการลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือด มีสารไซโคลอัลลิอินที่สามารถละลายลิ่มเลือดได้
โอเคค่ะ รู้ถึงประโยชน์โดยรวมเเล้วก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า
Recipe : "pota carro puree" (เวลาการทำโดยประมาณ 20 นาที)
Ingredient : เเครอท 1 ถุง (organic baby carrot )
มันฝรั่ง 2-3 หัว
หัวหอมใหญ่ 1 หัว
* ส่วนผสมทุกอย่างเเนะนำว่าต้องเป็นปลอดสารพิษเท่านั้นนะค่ะ
วิธีเตรียม : หั่นเเครอท มันฝรั่่ง เเละ หัวหอมใหญ่ ออกเป็นชิ้นลูกเต๋าเล็กๆ
เลือกโหมดนึ่งตามปุ่มด้านบน เลือกเวลาซัก 10 นาทีก็พอค่ะ
เมนูนี้มีชื่อว่า "pota carro puree" (ตั้งเองค่ะเพราะใส่ carrot กะ potato ^^)
เรามาดูประโยชน์โดยรวมของส่วนผสมหลักของเมนูนี้กันดีกว่าค่ะ
1. มันฝรั่ง
ส่วนประกอบหลักของมันฝรั่งเป็น แป้งกับโปรตีน ซึ่งมีสารอาหารมากมาย ทั้งโปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไอโอดีน แมกนีเซียม กรดโฟลิก และวิตามินซี บี1 และบี2
2.เเครอท
มีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในปอดได้ ซึ่งคนที่กินผักที่มีเบต้าแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอดมากเป็นเจ็ดเท่าของคนที่กินมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วก็ยังช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี
และยังมีแคลเซียมเพคเตทที่ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนั้นในแครอทยังมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงและลดการเสื่อมของตา มีสารต่างๆ ที่เป็นทั้งเกลือแร่และวิตามินอีกมากมาย เช่นธาตุแคลเซียม มีฟอสฟอรัส เหล็ก มีวิตามินเอ บี1 บี2 และวิตามินซี อีกทั้งยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังและเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย
3. หอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ มีฤทธิ์มากในการขับสารพิษทั้งที่เป็นโลหะหนักและพยาธิ เควอเซทินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากหอมหัวใหญ่ (Allium cepa) เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกระเทียม อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม บีตาแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน
หอมหัวใหญ่มีผลคล้ายกระเทียมในการลดโคเลสเตอรอลและความดันเลือด มีสารไซโคลอัลลิอินที่สามารถละลายลิ่มเลือดได้
โอเคค่ะ รู้ถึงประโยชน์โดยรวมเเล้วก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า
Recipe : "pota carro puree" (เวลาการทำโดยประมาณ 20 นาที)
Ingredient : เเครอท 1 ถุง (organic baby carrot )
มันฝรั่ง 2-3 หัว
หัวหอมใหญ่ 1 หัว
* ส่วนผสมทุกอย่างเเนะนำว่าต้องเป็นปลอดสารพิษเท่านั้นนะค่ะ
![]() |
| organic baby carrot |
![]() | ||||
| นำมันฝรั่งใส่เครื่องนึ่งชั้นล่าง (เพราะสุกยากกว่า) |
![]() |
| เเครอทกับหอมใหญ่อยู่ด้วยกันได้ค่ะ ใส่เครื่องนึ่งชั้นบน |
![]() |
| เสร็จเเล้วก็ปิดฝาพร้อมนึ่งผักค่ะ กดปุ่มไปที่โหมดนึ่ง |
![]() |
| เมื่อผักสุกเเล้วก็นำใส่เครื่องปั่นกันได้เลย |
![]() |
| ใส่มันฝรั่งตามลงไปด้วย |
น้ำสต็อคจากผัก คุณค่าอาหารเหลือล้น
ใส่น้ำซุปที่ได้จากผักลงไปด้วยค่ะ
เครื่องปั่นนึ่ง Nutri baby จาก babymoov ออกเเบบพิเศษมีถาดรองน้ำซุปในตัว
ปั่นๆ จนได้ที่ให้เนื้อละเอียดได้ที่ สวยงามค่ะ ^^
เเบ่งใส่ถาดพร้อมเเช่เเข็งค่า
ตักใส่กระปุกเเบ่งเป็นมื้อๆไว้เเบบนี้ก็สะดวกเหมือนกันค่ะ
Tip : เเนะนำใส่ ไข่เเดงต้ม หรือ ตุ๋นข้าวกล้องงอกออร์เเกนิคใส่เพิ่มเติมในเเต่ละมื้อก็ได้เพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารค่ะ ^^
เทคนิคช่วยให้เด็กทานอาหาร เเละ สารอาหารที่เด็กวัย 1-3 ปีควรได้รับ
พอพ้นขวบแรกเข้าสู่วัยนักสำรวจก็วิ่งวุ่นเคลื่อนไหวชนิดไล่จับกันแทบไม่ทัน ต้องมีสูตรอาหารเพิ่มพลังเตรียมไว้ในมื้อหม่ำของลูกแล้ว เพราะพลังงานไม่เพียงหาได้แค่ในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่เรายังหาได้จากโปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่อีกด้วย


สารอาหารที่เด็กวัย 1-3 ปีควรได้รับ
คาร์โบไฮเดรต : มีอยู่มากในข้าว แป้ง ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว หัวมันต่างๆ และน้ำตาล ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคาร์โบไฮเดรตทุกๆ 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 แคลอรี่ หากเราใช้คาร์โบไฮเดรตไม่หมด ร่างกายก็จะสังเคราะห์เป็นไขมันเก็บไว้เป็นพลังงานสำรอง แต่ถ้ามากไปก็เหลือเกินสำรองกลายเป็นอ้วนได้
โปรตีน : แหล่งโปรตีนสำคัญๆ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ ถั่ว ธัญพืช และนมสด เป็นต้น เป็นขุมพลังที่สร้างการเจริญเติบโตตั้งแต่กระดูก กล้ามเนื้อ ไปจนถึงเส้นผม คอยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ชำรุด ควบคุมการทำงานของปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย
ไขมัน : เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงสุด จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เป็นที่ละลายวิตามิน เอ ดี อี และเค ทั้งนี้ ยังเป็นส่วนประกอบของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท เนื้อเยื่อ และผนังเซลล์อีกด้วย สุดท้ายไขมันใต้ผิวหนังยังช่วยลดการกระทบกระเทือนของอวัยวะต่างๆ ด้วย
แร่ธาตุ : เนื้อเยื่อแต่ละชนิดต้องการแร่ธาตุต่างๆ กันไป เช่น กระดูกต้องการแคลเซียม เซลล์กล้ามเนื้อต้องการโพแทสเซียมและแมกนีเซียม เลือดต้องการเกลือโซเดียม เด็กๆ ที่วิ่งเล่นจนเหนื่อยอ่อน จะสูญเสียสังกะสีทางเหงื่อและปัสสาวะด้วยเช่นกัน สังกะสีมีมากใน อาหารทะเล ไข่ จมูกข้าวสาลี ส่วนแหล่งอาหารที่มีแร่ธาตุอื่นๆ สูงได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ผัก ถั่ว และผลไม้โดยเฉพาะกล้วย
เด็กเบื่ออาหาร
สาเหตุที่เด็กเบื่ออาหารบางประเภทนั้นมันมีที่มา อาหาร 5 อันดับสาเหตุที่ลูกไม่กินนั้นได้แก่
ข้าว เด็กๆ นี่ขี้เบื่อกินข้าวอยู่ทุกวันๆ ลูกก็ไม่อยากจะกินเพราะเบื่อ
ไข่ ที่เด็กๆ ไม่กินก็เพราะก็กลิ่นคาวเหมือนปลานั่นแหละค่ะ โดยเฉพาะไข่ตุ๋นหรือไข่ต้ม
ผัก เพราะส่วนใหญ่ผักจะมีกลิ่นเหม็นเขียวเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งถ้าผักชนิดไหนที่มีเสี้ยนเยอะลูกก็จะปฏิเสธทันที
ปลา หากคุณแม่ไม่มีเทคนิคการปรุงที่ดี กลิ่นคาวของปลาจะติดจมูก ทำให้ลูกไม่ยอมกิน
เนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่จะค่อนข้างเหนียวและเคี้ยวยาก ด้วยความที่ฟันของลูกยังไม่สามารถบดเคี้ยวได้ดีพอ ลูกเลยไม่อยากกิน ยิ่งถ้าคุณแม่ทำชิ้นใหญ่เกินความสามารถที่จะเคี้ยวได้ พอฟันกระทบกับเนื้อเหนียวๆ ลูกก็จะคายทันที
เทคนิคช่วยให้เด็กทานอาหาร
ตกแต่งเติมสีสัน - ดัดแปลงส่วนผสม หน้าตา และสีสันของอาหาร รวมถึงการตั้งชื่ออาหารให้ดึงดูดความสนใจจากลูก เช่น ข้าวไข่เจียวธรรมดา ใช้พิมพ์รูปต่างๆ กดให้เป็นรูปร่าง แล้ววางแต่งหน้าบนข้าวสวยแสนอร่อย รวมไปถึงการเพิ่มสีสัน โดยการเปลี่ยนสีข้าวด้วยผักที่มีสีสันแตกต่างกันไป เช่น ข้าวสีเหลืองทองจากฟักทอง ข้าวสีเขียวก็ใช้ใบเตยสดคั้นน้ำ หรือข้าวสีส้มจากแครอต หรือคุณแม่อาจใช้วิธีการใส่ผักที่หั่นเป็นรูปร่างต่างๆ ต้มสุกแล้วหุงรวมลงไปในหม้อ เพื่อเพิ่มคุณค่าสารอาหารและสีสัน หน้าตาอาหารให้น่ากินมากขึ้น
ดัดแปลงเมนู - ลองพลิกตำราอาหารต่างชาติดูบ้างสิว่า พอจะเอามาดัดแปลงใช้กับเมนูไทยๆ ได้บ้างไหม เช่น ม้วนอาหารที่เป็นแผ่นด้วยการจัดเรียงวัตถุดิบเป็นชั้นๆ แล้วหั่นชิ้นพอคำ ก็จะได้อาหารที่มีลักษณะคล้ายข้าวปั้นญี่ปุ่น หรือใช้วิธีการดัดแปลงอาหารที่เด็กๆ กินได้ให้คล้ายกับอาหารจานโปรดของผู้ใหญ่ เช่น ยำ ส้มตำ ต้มยำ ฯลฯ เพราะบางครั้งการที่ลูกๆ เห็นผู้ใหญ่กินอาหารต่างๆ แล้วอยากกินบ้าง
ปรุงให้ถูกปาก - การเติมเทคนิคก่อนที่อาหารจะสุกและการปรุงอาหารให้สุก เพื่อกลบกลิ่นหรือเลี่ยงไม่ให้ลูกเผชิญหน้ากับอาหารที่ไม่กินโดยตรง อย่างเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ลูกไม่ชอบกินเพราะรสชาติและกลิ่นของอาหาร คุณแม่ก็อาจต้องปรับจากที่หั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปต้ม ทอด ปิ้ง หรือย่าง มาเป็นสับแล้วผสมใส่ไปในอาหารอื่นๆ เช่น ผสมเนื้อหมูใส่กับผักที่มีเนื้อเนียนไม่มีเสี้ยน หมูสับผสมมันบดและฟักทองปรุงรส แล้วปั้นหรือกดด้วยพิมพ์ คลุกแป้งสาลี ไข่และเกร็ดขนมปัง ก่อนจะทอดให้เหลืองกรอบกินคู่กับซอส
สาเหตุที่เด็กเบื่ออาหารบางประเภทนั้นมันมีที่มา อาหาร 5 อันดับสาเหตุที่ลูกไม่กินนั้นได้แก่
ข้าว เด็กๆ นี่ขี้เบื่อกินข้าวอยู่ทุกวันๆ ลูกก็ไม่อยากจะกินเพราะเบื่อ
ไข่ ที่เด็กๆ ไม่กินก็เพราะก็กลิ่นคาวเหมือนปลานั่นแหละค่ะ โดยเฉพาะไข่ตุ๋นหรือไข่ต้ม
ผัก เพราะส่วนใหญ่ผักจะมีกลิ่นเหม็นเขียวเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งถ้าผักชนิดไหนที่มีเสี้ยนเยอะลูกก็จะปฏิเสธทันที
ปลา หากคุณแม่ไม่มีเทคนิคการปรุงที่ดี กลิ่นคาวของปลาจะติดจมูก ทำให้ลูกไม่ยอมกิน
เนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่จะค่อนข้างเหนียวและเคี้ยวยาก ด้วยความที่ฟันของลูกยังไม่สามารถบดเคี้ยวได้ดีพอ ลูกเลยไม่อยากกิน ยิ่งถ้าคุณแม่ทำชิ้นใหญ่เกินความสามารถที่จะเคี้ยวได้ พอฟันกระทบกับเนื้อเหนียวๆ ลูกก็จะคายทันที
เทคนิคช่วยให้เด็กทานอาหาร
ตกแต่งเติมสีสัน - ดัดแปลงส่วนผสม หน้าตา และสีสันของอาหาร รวมถึงการตั้งชื่ออาหารให้ดึงดูดความสนใจจากลูก เช่น ข้าวไข่เจียวธรรมดา ใช้พิมพ์รูปต่างๆ กดให้เป็นรูปร่าง แล้ววางแต่งหน้าบนข้าวสวยแสนอร่อย รวมไปถึงการเพิ่มสีสัน โดยการเปลี่ยนสีข้าวด้วยผักที่มีสีสันแตกต่างกันไป เช่น ข้าวสีเหลืองทองจากฟักทอง ข้าวสีเขียวก็ใช้ใบเตยสดคั้นน้ำ หรือข้าวสีส้มจากแครอต หรือคุณแม่อาจใช้วิธีการใส่ผักที่หั่นเป็นรูปร่างต่างๆ ต้มสุกแล้วหุงรวมลงไปในหม้อ เพื่อเพิ่มคุณค่าสารอาหารและสีสัน หน้าตาอาหารให้น่ากินมากขึ้น
ดัดแปลงเมนู - ลองพลิกตำราอาหารต่างชาติดูบ้างสิว่า พอจะเอามาดัดแปลงใช้กับเมนูไทยๆ ได้บ้างไหม เช่น ม้วนอาหารที่เป็นแผ่นด้วยการจัดเรียงวัตถุดิบเป็นชั้นๆ แล้วหั่นชิ้นพอคำ ก็จะได้อาหารที่มีลักษณะคล้ายข้าวปั้นญี่ปุ่น หรือใช้วิธีการดัดแปลงอาหารที่เด็กๆ กินได้ให้คล้ายกับอาหารจานโปรดของผู้ใหญ่ เช่น ยำ ส้มตำ ต้มยำ ฯลฯ เพราะบางครั้งการที่ลูกๆ เห็นผู้ใหญ่กินอาหารต่างๆ แล้วอยากกินบ้าง
ปรุงให้ถูกปาก - การเติมเทคนิคก่อนที่อาหารจะสุกและการปรุงอาหารให้สุก เพื่อกลบกลิ่นหรือเลี่ยงไม่ให้ลูกเผชิญหน้ากับอาหารที่ไม่กินโดยตรง อย่างเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ลูกไม่ชอบกินเพราะรสชาติและกลิ่นของอาหาร คุณแม่ก็อาจต้องปรับจากที่หั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปต้ม ทอด ปิ้ง หรือย่าง มาเป็นสับแล้วผสมใส่ไปในอาหารอื่นๆ เช่น ผสมเนื้อหมูใส่กับผักที่มีเนื้อเนียนไม่มีเสี้ยน หมูสับผสมมันบดและฟักทองปรุงรส แล้วปั้นหรือกดด้วยพิมพ์ คลุกแป้งสาลี ไข่และเกร็ดขนมปัง ก่อนจะทอดให้เหลืองกรอบกินคู่กับซอส
อายุ
เพศชาย
เพศหญิง
ปี
เดือน
น้ำหนัก (กก.)
ส่วนสูง (ซม.)
น้ำหนัก (กก.)
ส่วนสูง (ซม.)
1
0
8.3-11.0
71.5-79.7
7.7-10.5
68.8-78.9
2
0
10.5-14.4
82.5-91.5
9.7-13.7
80.8-89.9
3
0
12.1-17.2
89.4-100.8
11.5-16.5
88.1-99.2 - See more at:
http://www.momypedia.com/wiki-5-18-90/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2-1-3-%E0%B8%9B%E0%B8%B5/#sthash.e2X6Dlpx.dpuf
ตารางมาตรฐานส่วนสูงหรือน้ำหนักของเด็กวัย 1-3 ปี
พอ
พ้นขวบแรกเข้าสู่วัยนักสำรวจก็วิ่งวุ่นเคลื่อนไหวชนิดไล่จับกันแทบไม่ทัน
ต้องมีสูตรอาหารเพิ่มพลังเตรียมไว้ในมื้อหม่ำของลูกแล้ว
เพราะพลังงานไม่เพียงหาได้แค่ในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น
แต่เรายังหาได้จากโปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่อีกด้วย
สารอาหารที่เด็กวัย 1-3 ปีควรได้รับ
สารอาหารที่เด็กวัย 1-3 ปีควรได้รับ
-
-
-
- คาร์โบไฮเดรต : มีอยู่มากในข้าว แป้ง ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว หัวมันต่างๆ และน้ำตาล ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคาร์โบไฮเดรตทุกๆ 1 กรัม จะให้พลังงาน 4 แคลอรี่ หากเราใช้คาร์โบไฮเดรตไม่หมด ร่างกายก็จะสังเคราะห์เป็นไขมันเก็บไว้เป็นพลังงานสำรอง แต่ถ้ามากไปก็เหลือเกินสำรองกลายเป็นอ้วนได้
- โปรตีน : แหล่งโปรตีนสำคัญๆ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ ถั่ว ธัญพืช และนมสด เป็นต้น เป็นขุมพลังที่สร้างการเจริญเติบโตตั้งแต่กระดูก กล้ามเนื้อ ไปจนถึงเส้นผม คอยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ชำรุด ควบคุมการทำงานของปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย
- ไขมัน : เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงสุด จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เป็นที่ละลายวิตามิน เอ ดี อี และเค ทั้งนี้ ยังเป็นส่วนประกอบของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาท เนื้อเยื่อ และผนังเซลล์อีกด้วย สุดท้ายไขมันใต้ผิวหนังยังช่วยลดการกระทบกระเทือนของอวัยวะต่างๆ ด้วย
- แร่ธาตุ : เนื้อเยื่อแต่ละชนิดต้องการแร่ธาตุต่างๆ กันไป เช่น กระดูกต้องการแคลเซียม เซลล์กล้ามเนื้อต้องการโพแทสเซียมและแมกนีเซียม เลือดต้องการเกลือโซเดียม เด็กๆ ที่วิ่งเล่นจนเหนื่อยอ่อน จะสูญเสียสังกะสีทางเหงื่อและปัสสาวะด้วยเช่นกัน สังกะสีมีมากใน อาหารทะเล ไข่ จมูกข้าวสาลี ส่วนแหล่งอาหารที่มีแร่ธาตุอื่นๆ สูงได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ผัก ถั่ว และผลไม้โดยเฉพาะกล้วย
-
-
12.1.57
เมนูต้มตุ๋น เมนูอาหารเสริมเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป
อาหารต้มตุ๋น เป็นหนึ่งในกรรมวิธีปรุงอาหารเสริมให้ลูกวัย 6 เดือนขึ้นไป เพราะอาหารจะเปื่อย นิ่ม ย่อยง่าย สารอาหารยังอยู่คงเกือบครบถ้วนอีกด้วย
การตุ๋นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารอาหารไว้ได้เกือบครบถ้วน โดยสารอาหารที่สำคัญจากเนื้อสัตว์ ผักชนิดต่างๆ จะยังคงอยู่ในน้ำที่ตุ๋นอาหาร ที่สำคัญ และการตุ๋นยังเป็นการปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน จึงทำให้เมนูที่ได้จากการปรุงแบบนี้ไม่มันเลี่ยน ลูกน้อยไม่เสี่ยงต่อภาวะอ้วนด้วย
การต้มเป็นวิธีปรุงอาหารในน้ำที่ให้อุณหภูมิถึงจุดน้ำเดือด และใช้เวลาไม่นาน ขณะที่การตุ๋นใช้อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือด ใช้เวลานานกว่า และส่วนมากจะปรุงรสแล้วจึงตุ๋น เพื่อให้รสชาติเข้าเนื้ออาหาร แถมยังเป็นวิธีที่ทำให้สารอาหารและเกลือแร่ในเนื้อสัตว์ละลายออกมา เพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการได้อีกด้วย เช่น การตุ๋นกระดูกหมู อาหารสำหรับเด็กที่สะดวกและง่ายมักจะเป็นการต้มเช่นต้มจืดต่างๆ การตุ๋นอาหารสำหรับเด็กที่เราคุ้นเคยคือ ข้าวตุ๋น ซุปหมูตุ๋น หรือซุปฟักตุ๋น
เทคนิคต้มตุ๋นง่ายทันใจ
วัตถุดิบที่นำมาต้ม ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ประเภทปลา จะเหมาะสำหรับการต้ม เพราะช่วยประหยัดเวลาในการทำ แถมยังเป็นเมนูที่ปรุงให้เด็กได้ทุกวัย ถ้าใช้เนื้อหมูควรเลือกหมูสันใน หรือเนื้อสันในไก่หั่นชิ้นเล็ก ก็เหมาะสำหรับการต้มที่ใช้เวลาน้อย หากต้มนานเกินไปจะทำให้น้ำจากเนื้อสัตว์ละลายออกมาในน้ำซุป ทำให้รสชาติของเนื้อหมูหรือไก่ไม่อร่อย
สำหรับวัตถุดิบที่เหมาะแก่การนำมาตุ๋น นิยมใช้เนื้อสัตว์ที่มีเอ็นหรือติดกระดูก หรือปลาทั้งตัว ซึ่งต้องใช้เวลาในการเคี่ยว เพื่อให้โปรตีนที่มีคลอลาเจนหรือเจลาตินละลายในน้ำซุป แม่ๆ สังเกตได้จากลักษณะคล้ายวุ้นเด้งดึ๋งเมื่อนำไปแช่เย็น การตุ๋นเนื้อที่ติดกระดูกหรือปลาทั้งตัวนั้น หากนำซุปมาให้เด็กกิน ควรกรองด้วยกระชอนตาถี่หรือผ้าขาวบาง ป้องกันเศษกระดูกติดคอ วัตถุดิบที่นำมาตุ๋น เช่น เนื้อน่องลาย ซี่โครงหมูอ่อน ปลาทู ไก่อ่อน หมูติดเอ็น เนื้อติดเอ็น
ส่วนอุปกรณ์ที่ช่วยให้การต้มใช้เวลาไม่มาก ควรใช้หม้อที่มีฝาปิด เพราะจะทำให้น้ำเดือดเร็ว สำหรับวัสดุที่เป็นหม้อต้ม หากเป็นหม้อทองแดงเคลือบสแตนเลส หรือกระเบื้องทนความร้อนก็จะประหยัดเวลาได้มากขึ้น
ในการตุ๋น หากมีหม้อแรงดันก็จะประหยัดเวลาจากปกติ 3-4 ชั่วโมง เหลือเพียง 20-30 นาที และหากมีหม้อตุ๋นไฟฟ้า ก็จะช่วยให้ไม่ต้องกังวลเรื่องของการตุ๋นแล้วน้ำจะแห้งจนอาหารติดก้นหม้อ
ขอแนะนำ 3 เมนูต้มตุ๋นที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์สำหรับลูกวัย 6 เดือนขึ้นไป
ต้มปลาผักสามสหาย
ส่วนผสม
-ปลาแซลมอนหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ½ ถ้วย
-น้ำซุปไก่ 2 ถ้วย
-แครอตหั่นบางใช้พิมพ์กดเป็นรูปดาวหรือดอกไม้ ¼ ถ้วย
-ขึ้นฉ่ายหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
-หอมใหญ่หั่นสับ ¼ ถ้วย
-เกลือป่นเล็กน้อย
-ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
วิธีทำ
1.เทน้ำซุปไก่ใส่หม้อ ใส่หอมใหญ่และแครอตตามลงไป ต้มให้สุกนิ่ม ปรุงรสด้วยเกลือป่นเล็กน้อย
2.ใส่ปลาแซลมอนลงต้ม จนน้ำซุปเดือดอีกครั้ง ปลาสุกพอดี โรยขึ้นฉ่ายฝอย ปรุงรสซีอิ้ว พร้อมเสิร์ฟ
Tip :
- ช่วงต้มน้ำซุปกับหอมใหญ่และแครอตควรใช้ไฟอ่อน ปิดฝาหม้อ เพื่อให้ผักสุกเปื่อยนิ่ม พอน้ำซุปเดือดจึงใส่ปลา ใช้ไฟแรง ไม่ต้องปิดฝาหม้อน้ำซุปจะไม่ขุ่น เมนูนี้เหมาะสำหรับเด็กทุกวัย
- ขึ้นฉ่ายและหอมใหญ่เป็นผักที่มีกลิ่นเข้ากับปลาได้ดีช่วยทำให้มีกลิ่นหอมไม่เหม็นคาวปลา
- ส่วนแครอตมีเบต้าแคโรทีน เป็นโปรวิตามินเอบำรุงสายตา และผิวหนัง
ซุปตุ๋นผักสายรุ้ง
ส่วนผสม
-แครอตหั่นเต๋าเล็ก ¼ ถ้วย
-บร็อกโคลีต้มหั่นแยกเป็นดอกเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ
-หอมใหญ่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
-มะเขือเทศแยกเมล็ดออกหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ
-มันฝรั่งหั่นเต๋าเล็ก ¼ ถ้วย
-ฟักทองหั่นเต๋า ¼ ถ้วย
-กะหล่ำปลีม่วงหั่นเส้นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
-น่องไก่เล็ก 6 น่อง
-น้ำซุปไก่ 4 ถ้วย
-เกลือป่นเล็กน้อย
-น้ำมันถั่วเหลือง 2 ช้อนชา
วิธีทำ
อุ่นน้ำซุป 4 ถ้วยในเตาไมโครเวฟใช้เวลา 2 นาที จากนั้นเทน้ำซุปใส่หม้อตุ๋นไฟฟ้า ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดในหม้อตุ๋น แล้วปิดฝา ใช้เวลาตุ๋น 45 นาที หรือตุ๋นให้ผักสุกนิ่มตามต้องการ
Tip : ซุปตุ๋นผักนี้เป็นการฝึกให้เด็กรับประทานผักได้หลากหลาย คุณแม่อาจเล่าเรื่องรุ้งกินน้ำซึ่งมีสีเจ็ดสีสวยงาม เมื่อรวมสีเจ็ดสีเข้าด้วยกันเป็นแสงอาทิตย์สีขาว ทำให้โลกสว่างไสว
ต้มจืดฟักกับแตง
ส่วนผสม
- ฟักเขียวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 1 นิ้ว 1 ถ้วย
- แตงร้านปอกเปลือกหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม ½ ถ้วย
- แครอตผ่าซีกหั่นขวางเป็นแผ่นบาง ¼ ถ้วย
- น่องไก่เล็ก 6 น่อง
- ซีอิ้วขาว 3 ช้อนชา
- เกลือป่นเล็กน้อย
- กระเทียมกลีบใหญ่ 4 กลีบ
- รากผักชี 3 ราก
วิธีทำ
นำเครื่องปรุงทุกอย่างใส่หม้อ เติมน้ำ 4 ถ้วย ยกหม้อตั้งเตา พอเดือดช้อนฟองออกเพื่อให้น้ำซุปใส หรี่ไฟอ่อนตุ๋นต่อ 30 นาที หรือจนผักสุกนิ่มตามต้องการ
Tip :
- สำหรับเด็ก 6 เดือน การเริ่มอาหารเสริมตามวัย ซุปฟักใสๆ เหมาะสำหรับป้อนฝึกการกินอาหารทางปากที่ไม่ใช่นม นอกจากนี้ซุปฟักยังเป็นซุปผักที่เหมาะกับเด็กทุกวัย
รวมทั้งผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ
- เนื้อฟักและแตงใช้ช้อนหรือส้อมบดละเอียดตักป้อนปลายช้อน
ที่ปรึกษาทางโภชนาการ : กิ่งกมล กิตติภูมิวงศ์ นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
การตุ๋นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารอาหารไว้ได้เกือบครบถ้วน โดยสารอาหารที่สำคัญจากเนื้อสัตว์ ผักชนิดต่างๆ จะยังคงอยู่ในน้ำที่ตุ๋นอาหาร ที่สำคัญ และการตุ๋นยังเป็นการปรุงที่ไม่ใช้น้ำมัน จึงทำให้เมนูที่ได้จากการปรุงแบบนี้ไม่มันเลี่ยน ลูกน้อยไม่เสี่ยงต่อภาวะอ้วนด้วย
การต้มเป็นวิธีปรุงอาหารในน้ำที่ให้อุณหภูมิถึงจุดน้ำเดือด และใช้เวลาไม่นาน ขณะที่การตุ๋นใช้อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือด ใช้เวลานานกว่า และส่วนมากจะปรุงรสแล้วจึงตุ๋น เพื่อให้รสชาติเข้าเนื้ออาหาร แถมยังเป็นวิธีที่ทำให้สารอาหารและเกลือแร่ในเนื้อสัตว์ละลายออกมา เพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการได้อีกด้วย เช่น การตุ๋นกระดูกหมู อาหารสำหรับเด็กที่สะดวกและง่ายมักจะเป็นการต้มเช่นต้มจืดต่างๆ การตุ๋นอาหารสำหรับเด็กที่เราคุ้นเคยคือ ข้าวตุ๋น ซุปหมูตุ๋น หรือซุปฟักตุ๋น
เทคนิคต้มตุ๋นง่ายทันใจ
วัตถุดิบที่นำมาต้ม ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ประเภทปลา จะเหมาะสำหรับการต้ม เพราะช่วยประหยัดเวลาในการทำ แถมยังเป็นเมนูที่ปรุงให้เด็กได้ทุกวัย ถ้าใช้เนื้อหมูควรเลือกหมูสันใน หรือเนื้อสันในไก่หั่นชิ้นเล็ก ก็เหมาะสำหรับการต้มที่ใช้เวลาน้อย หากต้มนานเกินไปจะทำให้น้ำจากเนื้อสัตว์ละลายออกมาในน้ำซุป ทำให้รสชาติของเนื้อหมูหรือไก่ไม่อร่อย
สำหรับวัตถุดิบที่เหมาะแก่การนำมาตุ๋น นิยมใช้เนื้อสัตว์ที่มีเอ็นหรือติดกระดูก หรือปลาทั้งตัว ซึ่งต้องใช้เวลาในการเคี่ยว เพื่อให้โปรตีนที่มีคลอลาเจนหรือเจลาตินละลายในน้ำซุป แม่ๆ สังเกตได้จากลักษณะคล้ายวุ้นเด้งดึ๋งเมื่อนำไปแช่เย็น การตุ๋นเนื้อที่ติดกระดูกหรือปลาทั้งตัวนั้น หากนำซุปมาให้เด็กกิน ควรกรองด้วยกระชอนตาถี่หรือผ้าขาวบาง ป้องกันเศษกระดูกติดคอ วัตถุดิบที่นำมาตุ๋น เช่น เนื้อน่องลาย ซี่โครงหมูอ่อน ปลาทู ไก่อ่อน หมูติดเอ็น เนื้อติดเอ็น
ส่วนอุปกรณ์ที่ช่วยให้การต้มใช้เวลาไม่มาก ควรใช้หม้อที่มีฝาปิด เพราะจะทำให้น้ำเดือดเร็ว สำหรับวัสดุที่เป็นหม้อต้ม หากเป็นหม้อทองแดงเคลือบสแตนเลส หรือกระเบื้องทนความร้อนก็จะประหยัดเวลาได้มากขึ้น
ในการตุ๋น หากมีหม้อแรงดันก็จะประหยัดเวลาจากปกติ 3-4 ชั่วโมง เหลือเพียง 20-30 นาที และหากมีหม้อตุ๋นไฟฟ้า ก็จะช่วยให้ไม่ต้องกังวลเรื่องของการตุ๋นแล้วน้ำจะแห้งจนอาหารติดก้นหม้อ
ขอแนะนำ 3 เมนูต้มตุ๋นที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์สำหรับลูกวัย 6 เดือนขึ้นไป
ต้มปลาผักสามสหาย
ส่วนผสม
-ปลาแซลมอนหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ½ ถ้วย
-น้ำซุปไก่ 2 ถ้วย
-แครอตหั่นบางใช้พิมพ์กดเป็นรูปดาวหรือดอกไม้ ¼ ถ้วย
-ขึ้นฉ่ายหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
-หอมใหญ่หั่นสับ ¼ ถ้วย
-เกลือป่นเล็กน้อย
-ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
วิธีทำ
1.เทน้ำซุปไก่ใส่หม้อ ใส่หอมใหญ่และแครอตตามลงไป ต้มให้สุกนิ่ม ปรุงรสด้วยเกลือป่นเล็กน้อย
2.ใส่ปลาแซลมอนลงต้ม จนน้ำซุปเดือดอีกครั้ง ปลาสุกพอดี โรยขึ้นฉ่ายฝอย ปรุงรสซีอิ้ว พร้อมเสิร์ฟ
Tip :
- ช่วงต้มน้ำซุปกับหอมใหญ่และแครอตควรใช้ไฟอ่อน ปิดฝาหม้อ เพื่อให้ผักสุกเปื่อยนิ่ม พอน้ำซุปเดือดจึงใส่ปลา ใช้ไฟแรง ไม่ต้องปิดฝาหม้อน้ำซุปจะไม่ขุ่น เมนูนี้เหมาะสำหรับเด็กทุกวัย
- ขึ้นฉ่ายและหอมใหญ่เป็นผักที่มีกลิ่นเข้ากับปลาได้ดีช่วยทำให้มีกลิ่นหอมไม่เหม็นคาวปลา
- ส่วนแครอตมีเบต้าแคโรทีน เป็นโปรวิตามินเอบำรุงสายตา และผิวหนัง
ซุปตุ๋นผักสายรุ้ง
ส่วนผสม
-แครอตหั่นเต๋าเล็ก ¼ ถ้วย
-บร็อกโคลีต้มหั่นแยกเป็นดอกเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ
-หอมใหญ่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
-มะเขือเทศแยกเมล็ดออกหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ
-มันฝรั่งหั่นเต๋าเล็ก ¼ ถ้วย
-ฟักทองหั่นเต๋า ¼ ถ้วย
-กะหล่ำปลีม่วงหั่นเส้นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
-น่องไก่เล็ก 6 น่อง
-น้ำซุปไก่ 4 ถ้วย
-เกลือป่นเล็กน้อย
-น้ำมันถั่วเหลือง 2 ช้อนชา
วิธีทำ
อุ่นน้ำซุป 4 ถ้วยในเตาไมโครเวฟใช้เวลา 2 นาที จากนั้นเทน้ำซุปใส่หม้อตุ๋นไฟฟ้า ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดในหม้อตุ๋น แล้วปิดฝา ใช้เวลาตุ๋น 45 นาที หรือตุ๋นให้ผักสุกนิ่มตามต้องการ
Tip : ซุปตุ๋นผักนี้เป็นการฝึกให้เด็กรับประทานผักได้หลากหลาย คุณแม่อาจเล่าเรื่องรุ้งกินน้ำซึ่งมีสีเจ็ดสีสวยงาม เมื่อรวมสีเจ็ดสีเข้าด้วยกันเป็นแสงอาทิตย์สีขาว ทำให้โลกสว่างไสว
ต้มจืดฟักกับแตง
ส่วนผสม
- ฟักเขียวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 1 นิ้ว 1 ถ้วย
- แตงร้านปอกเปลือกหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม ½ ถ้วย
- แครอตผ่าซีกหั่นขวางเป็นแผ่นบาง ¼ ถ้วย
- น่องไก่เล็ก 6 น่อง
- ซีอิ้วขาว 3 ช้อนชา
- เกลือป่นเล็กน้อย
- กระเทียมกลีบใหญ่ 4 กลีบ
- รากผักชี 3 ราก
วิธีทำ
นำเครื่องปรุงทุกอย่างใส่หม้อ เติมน้ำ 4 ถ้วย ยกหม้อตั้งเตา พอเดือดช้อนฟองออกเพื่อให้น้ำซุปใส หรี่ไฟอ่อนตุ๋นต่อ 30 นาที หรือจนผักสุกนิ่มตามต้องการ
Tip :
- สำหรับเด็ก 6 เดือน การเริ่มอาหารเสริมตามวัย ซุปฟักใสๆ เหมาะสำหรับป้อนฝึกการกินอาหารทางปากที่ไม่ใช่นม นอกจากนี้ซุปฟักยังเป็นซุปผักที่เหมาะกับเด็กทุกวัย
รวมทั้งผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ
- เนื้อฟักและแตงใช้ช้อนหรือส้อมบดละเอียดตักป้อนปลายช้อน
ที่ปรึกษาทางโภชนาการ : กิ่งกมล กิตติภูมิวงศ์ นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
จาก : นิตยสาร Modern Mom
เรียบเรียง : Momypedia
เรียบเรียง : Momypedia
16.10.56
อาหารสำหรับคุณเเม่ตั้งครรภ์
ในการดูแลครรภ์ อาหารมีส่วนเสริมสร้างความแข็งแรงสมบูรณ์ให้กับคุณแม่และทารกที่อยู่ในครรภ์ ตลอดช่วง 9 เดือน คุณแม่จึงควรให้ความสำคัญกับอาหารการกิน เพื่อบำรุงครรภ์อย่างเหมาะสม
ในแต่ละไตรมาส การเลือกกินอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกในครรภ์ จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ที่กำลังเจริญเติบโต รวมทั้งช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมองด้วย
อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก 0-3 เดือน
คุณแม่จะเริ่มแพ้ท้อง กินข้าวไม่ค่อยได้ คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกเหนื่อย วิงเวียน ได้กลิ่นอะไรก็เหม็นไปหมด เพราะฉะนั้น อาหารที่กินควรเป็นอาหารที่ปรุงง่าย มีรสเปรี้ยวนิดๆ และไม่มีเครื่องเทศอย่างกระเทียม
ช่วงนี้ททารกยังตัวเล็กนิดเดียว คุณแม่ต้องการพลังงานจากอาหารเท่าเดิม คือราวๆ 1,940 แคลอรีต่อวัน แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก เพราะทารกกำลังก่อร่างสร้างรูปร่างและระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบประสาท จึงต้องการสารอาหารที่จำเป็น คือ
กรดโฟลิกหรือโฟเลท
โฟเลทเป็นสารอาหารจำเป็นที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท มีบทบาทสำคัญในการแบ่งเซลล์สร้างสมอง และกระดูกไขสันหลัง เรียกว่าป้องกันความผิดปกติของของสมองและไขสันหลังด้วย (Neural Tube Defect) มีการศึกษาพบว่า คุณแม่ที่ขาดกรดโฟลิกจะมีโอกาสที่คลอดลูกแล้วมีความพิการทางสมองมากกว่าปกติ แต่หากคุณแม่ที่เคยคลอดลูก แล้วลูกมีความพิการทางสมอง เช่น ไม่มีกะโหลกศีรษะ เมื่อตั้งครรภ์ครั้งต่อไปหากให้กินกรดโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนครบ 3 เดือน จะสามารถป้องกันความพิการทางสมองของทารกในครรภ์ได้
อาหารที่อุดมด้วยกรดโฟลิก ได้แก่ ผักใบเขียว บร็อกโคลี ผักโขม ผลไม้ อาหารประเภทถั่ว ธัญพืช ตับหมู ขนมปังโฮลวีต แต่ควรกินสดๆ หรือไม่ปรุงนานเกินไป เพราะกรดโฟลิกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อนสูง


กรดไขมัน DHA โอเมก้า 3
เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองกำลังมีพัฒนาการ กำลังแบ่งเซลล์สารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์สมองคือกรดไขมัน DHA โอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาสมองทารกในครรภ์
อาหารที่อุดมด้วยกรดไขมัน DHA โอเมก้า 3 ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาโอลาย แต่ถ้าหากคุณแม่มีอาการแพ้ท้อง เหม็นกลิ่นอาหารง่าย แนะนำให้รับประทานถั่วเหลือง เมล็ดอัลมอนด์ หรือเมล็ดฟักทองแทนได้
วิตามินซี
มีส่วนสำคัญในการช่วยระบบต่างๆ ในร่างกายแม่และทารก ให้ทำงานและเจริญเติบโตได้ดี และไม่สะสมในร่างกาย จึงต้องกินอย่างสม่ำเสมอ และช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกควรกินมากขึ้น เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยให้รกแข็งแรง ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค และช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น
อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ได้แก่ ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว ฝรั่ง ส่วนผักใบเขียวก็มี เช่น ผักโขม คะน้า หรือบร็อกโคลี เป็นต้น
วิตามินดี
หน้าที่สำคัญของวิตามินดีคือ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่กินเข้าไปได้ดี ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ตลอดช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของทารก และต้องใช้เสริมความแข็งแรงของร่างกายแม่เอง ในช่วงนี้คุณหมออาจให้แคลเซียมเสริมจากคุณแม่
อาหารที่อุดมวิตามินดี ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไม่ควรเป็นชนิดพร่องมันเนย และปลาตัวเล็กตัวน้อย เป็นต้น
วิตามินบี 12
มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของระบบประสาทของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก คุณแม่ต้องได้รับวิตามินบี 12 เสริม
อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 12 ได้แก่ เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ธัญพืช และข้าวซ้อมมือ เป็นต้น
ไขมัน
สมองของคนเราประกอบด้วยไขมันถึง 20% เพราะฉะนั้น ในช่วงที่สมองของทารกเริ่มก่อร่างจึงต้องการไขมัน และไขมันจำเป็นต่อการดูแลระบบต่างๆ ในร่างกายแม่ด้วย สัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณแม่ขาดไขมัน จะเห็นได้ชัดจากผิวแห้ง ผมแห้ง เล็บเปราะ และน้ำหนักน้อย
อาหารที่อุดมด้วยไขมัน ได้แก่ น้ำมันพืช เมล็ดทานตะวัน และงา เป็นต้น
อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสสอง 3-6 เดือน
ทารกในครรภ์เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ โดยพัฒนาร่างกายส่วนต่างๆ ให้สมบูรณ์ จะเห็นได้จากหน้าท้องของคุณแม่ที่แบนราบในช่วง 3 เดือนแรกจะขยายออกอย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้คุณแม่จึงจำเป็นต้องได้รับอาหารที่เพิ่มขึ้นอีกวันละ 300 กิโลแคลอรี เพื่อให้เพียงพอกับการพัฒนาเซลล์ที่ขยายขนาดขึ้น แน่นอนว่าตอนนี้คุณแม่ต้องการสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง สารอาหารที่ควรเพิ่มเป็นพิเศษ ดังนี้
โปรตีน
ช่วงนี้คุณแม่ต้องกินอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นทั้ง 3 มื้อ เพื่อสร้างเนื้อหนังให้ทารก แต่ควรเลือกกินอาหารโปรตีนที่มีไขมันน้อย
อาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่มีไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา ถั่วต่างๆ นมและผลิตภัณฑ์จากนม
เหล็ก
เมื่อทารกในครรภ์กำลังขยายขนาดของเซลล์ ร่างกายจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการอาหารในปริมาณมาก ขณะที่ร่างกายคุณแม่ก็ต้องการเลือดมากขึ้น เพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่ช่วยบำรุงเลือด ช่วยสร้างให้มีจำนวนเม็ดเลือดแดงเพียงพอ เพื่อป้องกันอาการโลหิตจาง ภาวะซีดที่อาจจะเกิดกับคุณแม่ ถ้าขาดธาตุเหล็กระหว่างตั้งครรภ์ก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย มึนงง มีผลกระทบต่อพัฒนาการสมองทารกในครรภ์ ช่วงนี้คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอควบคู่ไปกับวิตามินซี เพราะวิตามินซีช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี
อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อแดง ตับ ไข่แดง เนื้อปลา ถั่ว เมล็ดทานตะวัน ใบขี้เหล็ก ใบชะพลู ชะอม ใบขึ้นฉ่าย งา ใบกะเพรา ขนมปัง เส้นหมี่ หรือน้ำตาลมะพร้าว เป็นต้น
ไอโอดีน
ช่วงตั้งครรภ์ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น ร่างกายจึงต้องการอาหารมากขึ้น เพื่อป้องกันโรคคอหอยพอก เพราะสำหรับเด็กแล้วหากได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ อาจจะทำให้สติปัญญาบกพร่องได้
อาหารที่อุดมด้วยไอโอดีน ได้แก่ อาหารทะเล เกลือที่มีส่วนผสมของไอโอดีน
เส้นใยอาหาร
ในช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายของคุณแม่เพิ่มขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องหย่อนลง และเกิดอาการท้องผูกได้ การกินอาหารที่มีเส้นใยมากๆ และดื่มน้ำมากๆ วันละ 7-8 แก้ว จะช่วยให้คุณแม่ขับถ่ายได้ดีขึ้น
อาหารที่อุดมด้วยเส้นใยอาหาร ได้แก่ ผักผลไม้ทุกชนิด ข้าวซ้อมมือ และขนมปังโฮลวีต เป็นต้น
อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสสาม 6-9 เดือน
ช่วงนี้น้ำหนักของทารกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทารกเติบโตและพัฒนาระบบต่างๆ ให้ทำงานสมบูรณ์มากขึ้น ในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องการพลังงานจากสารอาหารมากขึ้นจากเดิมอีก 200 แคลอรีต่อวัน
แต่เนื่องจากขนาดของทารกที่เติบโตจนภายในช่องท้องของคุณแม่คับแคบ คุณแม่จึงไม่สามารถกินเพิ่มได้มากเท่าที่ต้องการอาจจะกินได้น้อยลงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงควรเพิ่มมื้ออาหารมากขึ้น จาก 3 มื้อ เป็น 4-5 มื้อ แล้วแต่สะดวก แต่ไม่ควรเพิ่มอาหารจุบจิบที่ไม่มีประโยชน์
ช่วงนี้สารอาหารสำคัญที่คุณแม่ควรใส่ใจมีดังนี้
แคลเซียมและฟอสฟอรัส
เป็นสารที่ช่วยพัฒนาการของกระดูกและฟันให้กับทารก และยังมีส่วนช่วยลดการเกิดตะคริวให้คุณแม่ ซึ่งปกติคุณแม่ควรเริ่มสะสมแคลเซียมตั้งแต่ไตรมาสแรก แต่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด กระดูกและฟันจะถูกสร้างมากที่สุด คุณแม่จึงควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงมากขึ้นกว่าเดิม
อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย นม งา ถั่วเหลือง (มีวิตามินดี เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมแ
คลเซียมได้ดี) แต่หากมีน้ำหนักเกินควรดื่มนมไร้ไขมัน
วิตามินเอ
ที่จริงร่างกายคุณแม่ต้องการวิตามินเอตลอดระยะการตั้งครรภ์แต่ช่วงท้ายต้องการมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ทารกเติบโตสมบูรณ์ที่สุด
อาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ ได้แก่ ไข่ ตับ เนย ผลิตภัณฑ์จากนม ร่างกายยังสามารถสังเคราะห์วิตามินเอได้จากเบต้าแคโรทีน ที่ได้จากอาหารประเภทแครอต ผักสีเขียว มะม่วง และมะเขือเทศด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก mommypedia
ในแต่ละไตรมาส การเลือกกินอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกในครรภ์ จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ที่กำลังเจริญเติบโต รวมทั้งช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมองด้วย
อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก 0-3 เดือน
คุณแม่จะเริ่มแพ้ท้อง กินข้าวไม่ค่อยได้ คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกเหนื่อย วิงเวียน ได้กลิ่นอะไรก็เหม็นไปหมด เพราะฉะนั้น อาหารที่กินควรเป็นอาหารที่ปรุงง่าย มีรสเปรี้ยวนิดๆ และไม่มีเครื่องเทศอย่างกระเทียม
ช่วงนี้ททารกยังตัวเล็กนิดเดียว คุณแม่ต้องการพลังงานจากอาหารเท่าเดิม คือราวๆ 1,940 แคลอรีต่อวัน แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก เพราะทารกกำลังก่อร่างสร้างรูปร่างและระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบประสาท จึงต้องการสารอาหารที่จำเป็น คือ
กรดโฟลิกหรือโฟเลท
โฟเลทเป็นสารอาหารจำเป็นที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท มีบทบาทสำคัญในการแบ่งเซลล์สร้างสมอง และกระดูกไขสันหลัง เรียกว่าป้องกันความผิดปกติของของสมองและไขสันหลังด้วย (Neural Tube Defect) มีการศึกษาพบว่า คุณแม่ที่ขาดกรดโฟลิกจะมีโอกาสที่คลอดลูกแล้วมีความพิการทางสมองมากกว่าปกติ แต่หากคุณแม่ที่เคยคลอดลูก แล้วลูกมีความพิการทางสมอง เช่น ไม่มีกะโหลกศีรษะ เมื่อตั้งครรภ์ครั้งต่อไปหากให้กินกรดโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนครบ 3 เดือน จะสามารถป้องกันความพิการทางสมองของทารกในครรภ์ได้
อาหารที่อุดมด้วยกรดโฟลิก ได้แก่ ผักใบเขียว บร็อกโคลี ผักโขม ผลไม้ อาหารประเภทถั่ว ธัญพืช ตับหมู ขนมปังโฮลวีต แต่ควรกินสดๆ หรือไม่ปรุงนานเกินไป เพราะกรดโฟลิกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อนสูง


กรดไขมัน DHA โอเมก้า 3
เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองกำลังมีพัฒนาการ กำลังแบ่งเซลล์สารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์สมองคือกรดไขมัน DHA โอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาสมองทารกในครรภ์
อาหารที่อุดมด้วยกรดไขมัน DHA โอเมก้า 3 ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาโอลาย แต่ถ้าหากคุณแม่มีอาการแพ้ท้อง เหม็นกลิ่นอาหารง่าย แนะนำให้รับประทานถั่วเหลือง เมล็ดอัลมอนด์ หรือเมล็ดฟักทองแทนได้
วิตามินซี
มีส่วนสำคัญในการช่วยระบบต่างๆ ในร่างกายแม่และทารก ให้ทำงานและเจริญเติบโตได้ดี และไม่สะสมในร่างกาย จึงต้องกินอย่างสม่ำเสมอ และช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกควรกินมากขึ้น เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยให้รกแข็งแรง ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค และช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น
อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ได้แก่ ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว ฝรั่ง ส่วนผักใบเขียวก็มี เช่น ผักโขม คะน้า หรือบร็อกโคลี เป็นต้น
วิตามินดี
หน้าที่สำคัญของวิตามินดีคือ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่กินเข้าไปได้ดี ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ตลอดช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของทารก และต้องใช้เสริมความแข็งแรงของร่างกายแม่เอง ในช่วงนี้คุณหมออาจให้แคลเซียมเสริมจากคุณแม่
อาหารที่อุดมวิตามินดี ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไม่ควรเป็นชนิดพร่องมันเนย และปลาตัวเล็กตัวน้อย เป็นต้น
วิตามินบี 12
มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของระบบประสาทของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก คุณแม่ต้องได้รับวิตามินบี 12 เสริม
อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 12 ได้แก่ เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ธัญพืช และข้าวซ้อมมือ เป็นต้น
ไขมัน
สมองของคนเราประกอบด้วยไขมันถึง 20% เพราะฉะนั้น ในช่วงที่สมองของทารกเริ่มก่อร่างจึงต้องการไขมัน และไขมันจำเป็นต่อการดูแลระบบต่างๆ ในร่างกายแม่ด้วย สัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณแม่ขาดไขมัน จะเห็นได้ชัดจากผิวแห้ง ผมแห้ง เล็บเปราะ และน้ำหนักน้อย
อาหารที่อุดมด้วยไขมัน ได้แก่ น้ำมันพืช เมล็ดทานตะวัน และงา เป็นต้น
อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสสอง 3-6 เดือน
ทารกในครรภ์เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ โดยพัฒนาร่างกายส่วนต่างๆ ให้สมบูรณ์ จะเห็นได้จากหน้าท้องของคุณแม่ที่แบนราบในช่วง 3 เดือนแรกจะขยายออกอย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้คุณแม่จึงจำเป็นต้องได้รับอาหารที่เพิ่มขึ้นอีกวันละ 300 กิโลแคลอรี เพื่อให้เพียงพอกับการพัฒนาเซลล์ที่ขยายขนาดขึ้น แน่นอนว่าตอนนี้คุณแม่ต้องการสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง สารอาหารที่ควรเพิ่มเป็นพิเศษ ดังนี้
โปรตีน
ช่วงนี้คุณแม่ต้องกินอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นทั้ง 3 มื้อ เพื่อสร้างเนื้อหนังให้ทารก แต่ควรเลือกกินอาหารโปรตีนที่มีไขมันน้อย
อาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่มีไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา ถั่วต่างๆ นมและผลิตภัณฑ์จากนม
เหล็ก
เมื่อทารกในครรภ์กำลังขยายขนาดของเซลล์ ร่างกายจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการอาหารในปริมาณมาก ขณะที่ร่างกายคุณแม่ก็ต้องการเลือดมากขึ้น เพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่ช่วยบำรุงเลือด ช่วยสร้างให้มีจำนวนเม็ดเลือดแดงเพียงพอ เพื่อป้องกันอาการโลหิตจาง ภาวะซีดที่อาจจะเกิดกับคุณแม่ ถ้าขาดธาตุเหล็กระหว่างตั้งครรภ์ก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย มึนงง มีผลกระทบต่อพัฒนาการสมองทารกในครรภ์ ช่วงนี้คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอควบคู่ไปกับวิตามินซี เพราะวิตามินซีช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี
อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อแดง ตับ ไข่แดง เนื้อปลา ถั่ว เมล็ดทานตะวัน ใบขี้เหล็ก ใบชะพลู ชะอม ใบขึ้นฉ่าย งา ใบกะเพรา ขนมปัง เส้นหมี่ หรือน้ำตาลมะพร้าว เป็นต้น
ไอโอดีน
ช่วงตั้งครรภ์ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น ร่างกายจึงต้องการอาหารมากขึ้น เพื่อป้องกันโรคคอหอยพอก เพราะสำหรับเด็กแล้วหากได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ อาจจะทำให้สติปัญญาบกพร่องได้
อาหารที่อุดมด้วยไอโอดีน ได้แก่ อาหารทะเล เกลือที่มีส่วนผสมของไอโอดีน
เส้นใยอาหาร
ในช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายของคุณแม่เพิ่มขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องหย่อนลง และเกิดอาการท้องผูกได้ การกินอาหารที่มีเส้นใยมากๆ และดื่มน้ำมากๆ วันละ 7-8 แก้ว จะช่วยให้คุณแม่ขับถ่ายได้ดีขึ้น
อาหารที่อุดมด้วยเส้นใยอาหาร ได้แก่ ผักผลไม้ทุกชนิด ข้าวซ้อมมือ และขนมปังโฮลวีต เป็นต้น
อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสสาม 6-9 เดือน
ช่วงนี้น้ำหนักของทารกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทารกเติบโตและพัฒนาระบบต่างๆ ให้ทำงานสมบูรณ์มากขึ้น ในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องการพลังงานจากสารอาหารมากขึ้นจากเดิมอีก 200 แคลอรีต่อวัน
แต่เนื่องจากขนาดของทารกที่เติบโตจนภายในช่องท้องของคุณแม่คับแคบ คุณแม่จึงไม่สามารถกินเพิ่มได้มากเท่าที่ต้องการอาจจะกินได้น้อยลงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงควรเพิ่มมื้ออาหารมากขึ้น จาก 3 มื้อ เป็น 4-5 มื้อ แล้วแต่สะดวก แต่ไม่ควรเพิ่มอาหารจุบจิบที่ไม่มีประโยชน์
ช่วงนี้สารอาหารสำคัญที่คุณแม่ควรใส่ใจมีดังนี้
แคลเซียมและฟอสฟอรัส
เป็นสารที่ช่วยพัฒนาการของกระดูกและฟันให้กับทารก และยังมีส่วนช่วยลดการเกิดตะคริวให้คุณแม่ ซึ่งปกติคุณแม่ควรเริ่มสะสมแคลเซียมตั้งแต่ไตรมาสแรก แต่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด กระดูกและฟันจะถูกสร้างมากที่สุด คุณแม่จึงควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงมากขึ้นกว่าเดิม
อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย นม งา ถั่วเหลือง (มีวิตามินดี เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมแ
คลเซียมได้ดี) แต่หากมีน้ำหนักเกินควรดื่มนมไร้ไขมัน
วิตามินเอ
ที่จริงร่างกายคุณแม่ต้องการวิตามินเอตลอดระยะการตั้งครรภ์แต่ช่วงท้ายต้องการมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ทารกเติบโตสมบูรณ์ที่สุด
อาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ ได้แก่ ไข่ ตับ เนย ผลิตภัณฑ์จากนม ร่างกายยังสามารถสังเคราะห์วิตามินเอได้จากเบต้าแคโรทีน ที่ได้จากอาหารประเภทแครอต ผักสีเขียว มะม่วง และมะเขือเทศด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก mommypedia
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






















